Table of Contents
ในยุคที่ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ปั๊มลมเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานมากที่สุดในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉลี่ยแล้วปั๊มลมใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 10-15% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในโรงงาน
บทความ บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเชีย) จำกัด จำหน่ายปั๊มลมแบบสกรู นี้จะเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้พลังงานระหว่างปั๊มลม Screw แบบ 2-Stage และ 1-Stage ขนาด 100 แรงม้า เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด
ข้อมูลเบื้องต้นของปั๊มลมทั้งสองประเภท
ปั๊มลม Screw 2-Stage 100hp พร้อม Inverter
- กำลังไฟฟ้า: 100 แรงม้า (74.6 kW)
- ปริมาณลมที่ผลิตได้: 17.5 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที
- ระบบควบคุม: Inverter ที่สามารถลดความถี่ได้ 50%
- ข้อดี: ประสิทธิภาพสูง และสามารถปรับความเร็วตามความต้องการ
ปั๊มลม Screw 1-Stage 100hp
- กำลังไฟฟ้า: 100 แรงม้า (74.6 kW)
- ปริมาณลมที่ผลิตได้: 13.8 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที
- ประสิทธิภาพปัจจุบัน: 60%
- ระบบควบคุม: แบบดั้งเดิม (On/Off หรือ Load/Unload)
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
1. ประสิทธิภาพการผลิตลม (Specific Power)
ปั๊มลม 2-Stage:
- Specific Power = 74.6 kW ÷ 17.5 m³/min = 4.26 kW ต่อ m³/min
ปั๊มลม 1-Stage:
- Specific Power = 74.6 kW ÷ 13.8 m³/min = 5.41 kW ต่อ m³/min
จากการคำนวณ ปั๊มลม 2-Stage ใช้พลังงานน้อยกว่า 1-Stage ถึง 21.3% ในการผลิตลมปริมาณเดียวกัน
2. การประหยัดพลังงานจากระบบ Inverter
ระบบ Inverter ในปั๊มลม 2-Stage สามารถปรับความถี่ได้ 50% ซึ่งหมายความว่า:
- เมื่อความต้องการลมลดลง 50% ปั๊มลมจะใช้พลังงานเพียง 12.5% ของกำลังเต็ม
- การประหยัดพลังงานสูงสุดถึง 87.5% เมื่อความต้องการลมต่ำ
ในขณะที่ปั๊มลม 1-Stage แบบดั้งเดิมจะยังคงใช้พลังงาน 60-80% แม้ในช่วงที่ไม่มีความต้องการลม
3. การคำนวณต้นทุนพลังงานรายปี
สมมติฐานการคำนวณ:
- ราคาไฟฟ้า: 4.50 บาทต่อหน่วย
- การทำงาน: 8,000 ชั่วโมงต่อปี
- Load Factor เฉลี่ย: 70%
ปั๊มลม 2-Stage พร้อม Inverter:
การใช้พลังงานปี = 74.6 kW × 8,000 ชม. × 0.55 (ค่าเฉลี่ยจาก Inverter) = 328,240 kWh
ต้นทุนพลังงานปี = 328,240 × 4.50 = 1,477,080 บาท
ปั๊มลม 1-Stage:
การใช้พลังงานปี = 74.6 kW × 8,000 ชม. × 0.75 (Load/Unload) = 447,600 kWh
ต้นทุนพลังงานปี = 447,600 × 4.50 = 2,014,200 บาท
การประหยัดต่อปี = 2,014,200 - 1,477,080 = 537,120 บาท
การเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย
ปั๊มลม Screw 2-Stage พร้อม Inverter
ข้อดี:
- ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่า 21.3%
- ประหยัดค่าไฟได้สูงสุด 537,120 บาทต่อปี
- ผลิตลมได้มากกว่า 26.8% ด้วยกำลังไฟฟ้าเดียวกัน
- ระบบ Inverter ช่วยปรับปริมาณลมตามความต้องการ
- อายุการใช้งานยาวนานกว่า
- เสียงเบากว่า
ข้อเสีย:
- ราคาเครื่องสูงกว่า
- ค่าบำรุงรักษาอาจสูงกว่าเล็กน้อย
- ต้องการเทคนิคการบำรุงรักษาที่เชี่ยวชาญมากกว่า
ปั๊มลม Screw 1-Stage
ข้อดี:
- ราคาเครื่องถูกกว่า
- การบำรุงรักษาง่ายกว่า
- อะไหล่หาง่าย
- เทคโนโลยีที่คุ้นเคย
ข้อเสีย:
- ใช้พลังงานมากกว่า 21.3%
- ผลิตลมได้น้อยกว่า
- ไม่สามารถปรับปริมาณลมตามความต้องการได้
- เสียงดังกว่า
การคำนวณระยะเวลาคืนทุน (Payback Period)
สมมติว่าราคาต่างกันระหว่างปั๊มลม 2-Stage และ 1-Stage อยู่ที่ 1,500,000 บาท
ระยะเวลาคืนทุน = 1,500,000 ÷ 537,120 = 2.79 ปี
ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี เงินลงทุนเพิ่มเติมจะคืนทุนจากการประหยัดค่าไฟฟ้า
ข้อแนะนำสำหรับการเลือกใช้
เลือกปั๊มลม 2-Stage เมื่อ:
- มีการใช้งานต่อเนื่องมากกว่า 6,000 ชั่วโมงต่อปี
- ความต้องการลมมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
- ต้องการลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว
- มีงบประมาณลงทุนเพียงพอ
เลือกปั๊มลม 1-Stage เมื่อ:
- งบประมาณลงทุนจำกัด
- การใช้งานไม่ต่อเนื่อง (น้อยกว่า 4,000 ชั่วโมงต่อปี)
- ความต้องการลมค่อนข้างคงที่
- ต้องการเทคโนโลยีที่เรียบง่าย
สรุป
จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ปั๊มลม Screw 2-Stage พร้อมระบบ Inverter มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือกว่าปั๊มลม 1-Stage อย่างชัดเจน ด้วยการประหยัดพลังงานได้ถึง 21.3% และสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 500,000 บาทต่อปี
แม้ว่าต้นทุนลงทุนเริ่มแรกจะสูงกว่า แต่ระยะเวลาคืนทุนที่น้อยกว่า 3 ปี ทำให้การลงทุนในเทคโนโลยีนี้คุ้มค่าสำหรับกิจการที่มีการใช้งานปั๊มลมอย่างต่อเนื่อง การเลือกใช้ปั๊มลม 2-Stage ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย








