Table of Contents
บทนำ
เทคโนโลยีของเครื่องปั๊มลมสกรูในปัจจุบัน สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
1. ปั๊มลมสกรูแบบ Fixed speed
หรือปั๊มลมที่มีการตั้งค่า แบบ Load - Unload
2. ปั๊มลมสกรูแบบ Inverter control
หรือปั๊มลมที่มีการควบคุมมอเตอร์ด้วยระบบ Inverter ซึ่งปั๊มลมทั้ง 2 ประเภทนี้ยังใช้งานกันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันตั้งแต่โรงงานขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่
ปั๊มลมสกรูแบบ 2 stage
ในส่วนของปั๊มลมสกรูแบบ 2 stage จะเป็นปั๊มลมสกรูที่ถูกพัฒนาอุปกรณ์ทางด้าน Mechanic เพิ่มเติมเข้าไป ทำให้ปั๊มลมสกรูแบบ 2-stage นั้น สามารถทำปริมาณลมได้มากกว่าปั๊มลมสกรูแบบ Single-stage ทั่วไป ทั้งนี้ ระบบควบคุมของปั๊มลมสกรูแบบ 2-stage ยังแบ่งแยกย่อยได้เป็น 2 ประเภท เช่นเดียวกันคือ
- ปั๊มลมสกรู 2-stage แบบ fixed speed
- ปั๊มลมสกรู 2-stage แบบ Inverter control
ดังนั้นปั๊มลมสกรูแบบ 2-stage นั้นจะเหมาะสมกับโรงงานขนากกลางไปจนถึงโรงงานขนาดใหญ่
วิธีการเลือกใช้งาน
การเลือกเครื่องปั๊มลมสกรูใช้งานในโรงงานอุตสามหกรรมนั้นมีวิธีการเลือกง่ายๆดังนี้
1. ต้องทราบปริมาณลมการใช้งาน (air flow demand) หรือ Flow rate ในโรงงานก่อน ว่าต้องการปริมาณลมเท่าไร จะมีหน่วยเป็น m3/min , L/sec , m3/hr เป็นต้น
*กรณีที่ไม่ทราบค่าให้ดูจากการทำงานของเครื่องตัวเก่า และทำการ Buffer test และ Efficiency test เพื่อหาค่าการผลิตลม
2. ต้องทราบเรื่องของ Pressure ในการใช้งานว่าต้องการใช้งานที่เท่าไร จะมีหน่วยเป็น bar หรือ Mpa
เมื่อเราทราบทั้ง 2 ค่านี้แล้ว จะมาดูกันว่า ปั๊มลมรุ่นไหนที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดปั๊มลมแต่ละขนาดจะมี Flow rate ที่เครื่อทำได้และ Pressure ใช้งานกำหนดอยู่แล้ว ข้อมูลที่เรามีจากข้างต้นสามารถเลือกขนาดตัวปั๊มลมได้เลย
Case Study
- air flow demand ที่ต้องการ คือ 9.9 m3/min
- Working pressure 6.5 bar
จากข้อมูลข้างต้นเราสามารถเลือกปั๊มลมได้ดังนี้
- ถ้าโรงงานประเมิณว่า ปริมาณลมที่ใช้งานที่ 9.9 m3/min เป็นปริมาณลมที่สูงที่สุดของการใช้งานและจะใช้งานรูปแบบประมาณนี้ในทุกๆ วัน โรงงานสามารถเลือกปั๊มลมขนาด 55kw ใช้งานได้เลย

จากตารางจะเห็นว่า เครื่องปั๊มลมขนาด 55kw สามารถทำ Flow rate ได้สูงสุดที่ 10.8 m3/min และ Working pressure ที่ 7 bar เพียงพอต่อการใช้งาน เลือกเป็นปั๊มลม 55kw แบบ Fixed speed
- ถ้าโรงงานประเมิณว่า ปริมาณลมที่ใช้งานที่ 9.9 m3/min เป็นปริมาณลมสูงสุด แต่ในแต่ละวันโรงงานใช้ไม่ถึง 9.9 m3/min แน่ๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะถึง โรงงานสามารถเลือกปั๊มลมขนาด 55kw inverter control ใช้งานได้เลย เนื่องจากว่า Inverter จะคอยช่วยปรับลดปริมาณลมตามการใช้งานจริงและจะกินไฟ ตามการใช้ลมที่เกิดขึ้นจริง

สรุป
การเลือกใช้ ปั๊มลม Fixed Speed vs Inverter vs 2-Stage ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัว เพียงแต่ว่า โรงงานนั้น ๆ มีรูปแบบการใช้งานระบบลมอัดแบบไหนให้เลือกซื้อใช้งานให้เหมาะสมกับการใช้งาน สุดท้ายแล้วการเลือกซื้อเครื่องปั๊มลมใหม่จะดูกันที่ ROI เป็นหลัก ประกอบการตัดสินใจ
FAQs
1. ถ้าเรามั่นใจว่า ปริมาณลมที่ใช้งานของเรานั้นคงที่ไม่เพิ่มไม่ลด แล้วเราเลือกใช้งานปั๊มลมแบบ Inverter ได้มั้ย
ได้ครับ Inverter จะลดความเร็วรอบลงให้คงที่ ที่ 9.9 m3/min และจะช่วยลดกระแส start ตอนเริ่มเดินเครื่อง ทั้งนี้ ROI ในการซื้อเครื่องอาจจะสูงกว่าเดินนิดหน่อยอยู่ที่โรงงานประเมิณครับ
2. ปั๊มลมสกรู แบบ 2-stage inverter ก็ดีที่สุด เราก็ควรเลือกใช้ปั๊มลมสกรูแบบ 2-stage ทุกโรงงานเลยหรือป่าว
แน่นอนครับว่า ปั๊มลมสกรู แบบ 2-stage ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ ราคาตัวเครื่องก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน รวมไปถึงอุปกรณ์ Air treatment ต่างๆ จะมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย เราควรประเมิณจาก ROI ( Return of Investment ) เป็นหลักครับ
3. ถ้าเรามีเครื่องเก่าเป็นปั๊มลมสกรูแบบ Fixed speed อยู่ แล้วเราเปลี่ยนมาใช้ ปั๊มลมสกรูแบบ inverter control เราก็จะคุ้มค่าใช่มั้ย
แน่นอนครับว่าคุ้มค่ากว่า แต่จะคุ้มค่ากับการลงทุนมั้ย จะต้องมีการทำวัดประสิทธิภาพ และดูรูปแบบการเดินเครื่องเพื่อทำข้อมูลดูจุดคุ้มค่าต่อไป สุดท้ายแล้วข้อมูลจะตอบมาในรูปแบบของ ROI ( Return of Investment ) ครับ
ทางบริษัท เดลต้าคอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เรามีบริการวัดประสิทธิภาพ ปั๊มลมตัวเก่าและทำข้อมูลเปรียบเทียบให้นะครับ สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อเข้ามาทางหน้า Website หรือทาง Line OA ได้เลยครับ








